ใช้เทคโนโลยีในการฟอกเยื่อที่ใช้น้ำน้อยที่สุด
บริษัทเลือกใช้เทคโนโลยีในการฟอกเยื่อที่ใช้น้ำน้อยที่สุดเพียง 6-7 ลูกบาศก์เมตรต่อตันเยื่อเท่านั้น
ในขณะที่โรงงงานทั่วไปใช้น้ำสูงถึง 60 ลูกบาศก์เมตรต่อตันเยื่อ
ระบบฟอกเยื่อแบบ
ECF
ระบบฟอกเยื่อแบบ ECF หรือ Elementary Chlorine Free เป็นระบบฟอกเยื่อที่ไม่ใช้ก๊าซคลอรีน
ทำให้ไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ทำของเสียไม่ให้เสียของ เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า
เปลือกไม้และชิ้นไม้สับที่ไม่ได้ขนาดจากการผลิตชิ้นไม้สับ น้ำมันยางดำ และกากตะกอนจากการบำบัดน้ำ
เป็นของเหลือจากกระบวนการผลิตที่มีประโยชน์ โดยบริษัทจะนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานไฟฟฟ้าและไอน้ำ
เพื่อใช้ในกระบวนการเผลิตของโรงงานทั้งหมด และเหลือจำหน่ายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยภายใต้โครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย
(SPP)
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงไฟฟ้า จะถูกนำไปใช้ผลิตเป็นหินปูนสังเคราะห์หรือ
PCC เพื่อนำกลับมาใช้เป็นตัวเพิ่มคุณภาพกระดาษให้กระดาษมีความขาวและความทึบแสงดีขึ้น
มีระบบหมุนเวียนสารเคมีกลับมาใช้ใหม่
ขั้นตอนการนำน้ำจากการต้มเยื่อไปผลิตไฟฟ้า จะมีกระบวนการที่หมุนเวียนน้ำยาต้มเยื่อกลับมาใช้ใหม่ด้วย
โดยขั้นตอนการเผาเป็นเชื้อเพลิง จะทำให้เกิดสารหลอมเหลวซึ่งจะถูกดึงไปทำปฏิกิริยากับน้ำปูนขาว
ทำให้เกิดน้ำยาต้มเยื่อกลับไปใช้ในการผลิตเยื่อได้ใหม่
การทำปฏิกิริยาจะเกิดกากปูนและหินปูน
ซึ่งก็จะถูกนำไปเผาในเตาเผาหินปูน ทำให้มีปูนขาวหมุนเวียนใช้ในกระบวนการนำสารเคมีกลับคืนเช่นกัน
คุณภาพอากาศ
กลิ่นที่เกิดจากการต้มเยื่อ จะถูกกำจัดด้วยการนำไปเผาที่เตาหินปูน และโรงไฟฟ้า
(Recovery Boiler) นอกจากนั้นยังมีอุปกรณ์เตาเผาสำรองคือ Torch Burner ส่วนโรงเยื่อ
2 ก็มีการเพิ่มระบบการเผาที่เรียกว่า ระบบ Quench ซึ่งใช้กลิ่นเป็นเชื้อเพลิง โดยการทำกลิ่นบางส่วนให้กลายเป็นเมทธานอล
(Methanal) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นเชื้อเพลิงจุดติดไฟคล้ายแอลกอฮอล์ และนำมาใช้ในการติดไฟเผากลิ่นทั้งหมด
นอกจากนี้ยังมีระบบ Flare เป็นระบบสำรองซึ่งจะทำงานแทนกันทันทีเมื่อระบบ Quench มีปัญหา
ฝุ่นจะถูกกำจัดด้วยเครื่องดักฝุ่นไฟฟ้าสถิตย์
Electro Static Precipitator (ESP) ด้วยประสิทธิภาพในการดักฝุ่นได้สูงถึง 99% และมีหน่วยซ่อมบำรุงดูแลให้เครื่องจักรทำงานได้ตลอด
24 ชั่วโมง
คุณภาพด้านเสียง
เสียงจากการทำงานของเครื่องจักรในโรงชิ้นไม้สับวัดได้
60 เดซิเบล ซึ่งเบากว่าค่ามาตรฐานที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนด ทำให้ไม่เกิดผลกระทบต่อพนักงานและชุมชนรอบโรงงาน
เป็นหนึ่งในสมาชิกของคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย
"ดั๊บเบิ้ล เอ" เป็นสมาชิกในคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม
ตั้งแต่เริ่มต้นคือเดือนพฤศจิกายน 2536 โดยมี ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการฯ และมีนักธุรกิจจากองค์กรระดับ
แนวหน้าของประเทศ ร่วมเป็นสมาชิกอีก 25 องค์กร โดยมีเป้าหมายในการ
เสริมสร้างจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อม ให้แก่องค์กรในภาคธุรกิจภายใต้
แนวคิด การพัฒนาอย่างยั่งยืน
เป็นสมาชิกของ WWF
ตั้งแต่ปี 2550 ดั๊บเบิ้ล เอ ได้ร่วมเป็นสมาชิกใน Corporate Club ขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ประเทศไทย เพื่อสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมของ WWF ในประเทศไทย
|